"ดาวดวงใหม่" ที่ใครๆก็อยากรู้จัก

Updated Profile and pictures of him in the limelight
แกลเลอรี่ภาพ/โปรไฟล์อัพเดท/ประมวลภาพจากงานสำัคัญๆ

Moderators: veedvil, kookai

ploynploy
Posts: 0
Joined: Sat Feb 04, 2012 2:45 pm

"ดาวดวงใหม่" ที่ใครๆก็อยากรู้จัก

Postby ploynploy » Mon Mar 12, 2012 8:31 pm

ดาวดวงใหม่
ตอนนี้มีดาวดวงใหม่เกิดขึ้นในวงการหลายต่อหลายดวง ไม่เว้นแต่ละวัน บางดวงก็ส่องแสงระยิบระยับล่อตาล่อใจผู้พบเห็นทำเอาหลายๆคนต่างยื้อแย่งอยากได้มาครอบครอง เป็นเจ้าของ แต่บางดวงกลับสองแสงริบหรี่ถูกรัศมีดาวดวงอื่นบดบัง จนแทบไม่เหลือแม้กระทั้งแสงเรืองๆ

ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี คือหนึ่งในหมู่ดาวหลายสิบดวง ที่ส่องแสงวิบวับแจ้งเกิดในวงการมายา และมีทีท่าว่าจะไปได้สวยในวงการสายนี้
ด้วยบทของ “แดง ไบเล่ย์” อันธพาลที่มีชื่อเสียงโด่งดังเมื่อหลายสิบปีก่อน ในภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ เรื่องใหม่ล่าสุดของค่ายไทเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ “2499 อันธพาลครองเมือง”
ติ๊กเป็นแขกรับเชิญคนสำคัญในคอลัมน์ TEEN TALK เพื่อพูดคุยถึงเรื่องราวที่ผ่านมา จนถึงวันนี้วันที่เขากำลังสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง
เขามาพร้อมกับการแต่งการแต่งกายที่ดูง่ายๆ ด้วยกางเกงยีน เสื้อกล้าม และแจ็คเก็ตหนัง ดูแล้วสบายตา แต่ก็แฝงด้วยความเซ็กซี่นิดๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่ใครเห็นก็ต้องหลง

เรากล่าวทักทายกันพอหอมปากหอมคอ จากนั้นติ๊กก็เปิดฉากตั้งแต่เริ่มต้นเข้าวงการ
“ติ๊กเข้าวงการมาแล้วนะฮะนานมาก ตั้งแต่อยุ่ม.4จนถึงวันนี้ก็ประมาณ5ปีแล้ว จำได้ว่าตอนนั้นติ๊กไปเดินเล่นอยู่แถวศูนย์การค้า แล้วมีพี่ๆที่อยู่โมเดลลิ่งมาติดต่อให้ไปลองเทสหน้ากล้อง ก็คงจะเหมือนนักแสดงวัยรุ่นทั่วไปแหละ ที่มักจะเจอพวกโมเดลลิ่งมาความดีของเราเอง คือไม่เหลวไหล จะมีก็แต่เรื่องเรียนเท่านั้นที่ใช้ไม่ค่อยได้ แต่เรื่องความประพฤติเรายังเป็นคนดี เรียบร้อย พูดจาไพเราะ ท่านก็เลยไว้ใจว่าเราไม่เสียคนทาบทามแถวศูนย์การค้า
ตอนนั้นติ๊กก็ไม่ค่อยรู้เรื่องก็คล้อยตามเขาไป เขาบอกให้ไปเทสหน้ากล้องก็ไป เป็นคนใจง่าย เพราะเขาบอกว่าได้เงินด้วย ติ๊กก็เอาว่ะได้ตังค์
พอพ่อกับแม่รู้ ท่านก็ไม่ชอบงานแรกแม่ตามไปด้วย แต่ตอนหลังๆเขาก็เริ่มรู้แล้วว่ามันไม่เป็นไปอย่างที่เขาคิด เราเอาชนะเขาได้ด้วย

เขาเริ่มต้นงานชิ้นแรก ด้วยการเป็นตัวประกอบเล็กๆ
“ประเดิมงานแรก ด้วยการเล่นละครเรื่อง “รอยทางแห่งความฝัน” ตอนนั้นถ่ายแป๊บเดียว เป็นแค่ตัวประกอบ
....เป็นฉากที่นางเอกในเรื่องซึ่งเป็นดีไซเนอร์ เขาจะโชว์เสื้อผ้าฝีมือการดีไซน์ของเขา แล้วก็จะมีนายแบบเดินบทแคทวอล์ค ติ๊กก็เล่นเป็นนายแบบที่เดินบนแคทวอล์คนั่นแหละครับ(หัวเราะ) เดิน2รอบก็เข้าไปหลังเวที แค่นี้เอง งานแรกไม่หนักหนาเท่าไหร่
หลังจากนั้นมาก็ไม่มีละครอีกเลย ไม่รู้ว่าทำใมเหมือนกัน จะมีก็แต่งานโฆษณา ซึ่งชิ้นแรกตัวติ๊กเองก็ยังจำไม่ได้ว่าเป็นโฆษณาอะไร รู้แต่ว่าเล่นเป็นตัวประกอบ ออกนิดๆหน่อยๆ ได้เงินไม่กี่พัน พอเสร็จจากชิ้นนั้นก็มีโฆษณาชิ้นอื่นๆติดต่อมาเรื่อยๆ จากพันก็ขึ้นเป็นหลักหมื่น” (หัวเราะ)

ในระยะเวลา5ปี ที่โลดแล่นอยู่ในวงการ ติ๊กบอกว่าดวงเรื่องการงานของเขา ค่อนข้างขึ้นๆลงๆ
“ที่ผ่านมาบางช่วงติ๊กมีงานเข้ามาแทบจะทุกอาทิตย์ แต่บางช่วงก็แทบไม่มี จนรู้สึกเสียใจ โดยเฉพาะตอนที่ติ๊กไว้ผมยาว (หัวเราะ) ติ๊กไม่มีงานเข้ามาเลย สงสัยว่าไว้ผมยาวแล้วไม่หล่อ
....หรือว่าอาจเป็นเพราะว่าผมของติ๊กไม่ได้ยาวสลวยสวยเก๋เหมือนวัยรุ่นทั่วไป เพราะติ๊กจะปล่อยผมให้มันเซอร์ ปล่อยให้มันยุ่งๆ ไม่ค่อยสนใจหวี ดูแล้วไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไหร่ แต่ตอนที่มาเทสเรื่อง “2499 อันธพาลครองเมือง” ติ๊กก็ยังไว้ผมยาวอยู่นะ แต่ไม่รู้ทำไมถึงได้เล่น ผิดคาดมาก สงสัยทีมงานเขาจะเน้นให้ดูเป็นจิ๊กโก๋ ไม่ค่อยเน้นหล่อ”

ติ๊กบอกว่าตอนแรกเกือบไม่ได้รับเล่นภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะตอนที่เขามาเทสที่บริษัท ไทเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ทางทีมงานติดต่อไปบอกว่าเป็นงานเทสโฆษณาเบียร์แต่พอไปถึงเป็นงานภาพยนตร์
“งานนี้มันเริ่มจากพี่ๆที่โมเดลลิ่ง เขาส่งรูปติ๊กไปที่บริษัท ไทฯเพื่อเอาไปคัดหาคนที่เหมาะสมกับงาน สรุปว่ารูปติ๊กผ่านการคัดเลือก ก็เลยได้มาเทส
..... แต่พวกพี่ๆทีมงานไทฯเขาก็ยื้อเอาไว้บอกว่า น้องน่าจะลองดูก่อนไหนๆก็มาแล้ว ติ๊กก็เลยตัดสินใจลองดูก็ได้เพราะมันก็ไม่เห็นเสียหายอะไร
..... พี่เขาให้บทมาอ่านปึ๊งนึงหน้าปึ้ก ทำเอาติ๊กงงไปเลย คิดไม่ถึงว่าจะต้องอ่านมากมายขนาดนี้ ก็เลยบอกพี่เขาไปว่า ติ๊กอ่านหนังสือช้านะ พี่จะรอผมไหวเหรอ กว่าจะจบก็คงครึ่งค่อนวัน (หัวเราะ) พี่เขาก็บอกว่ารอได้ ติ๊กก็เลยโอเค
แล้วระหว่างที่ติ๊กอ่านบท ทางทีมงานเขาก็จะไปเทสคนอื่นไปก่อนเพื่อจะไม่ได้ไม่เสียเวลา ใจเราก็เริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้วซิ เพราะเรื่องนี้มีคนมาเทสกันเยอะมาก แต่ก็ยังอุ่นใจเพราะส่วนใหญ่จะเป็นเด็กหน้าใหม่ๆแทบทั้งนั้น มีคุ้นหน้าไม่กี่คน
ซึ่งตอนเทสพี่ๆเขาให้ติ๊กเล่นเป็นแดง ไบเล่ย์ แล้วก็มีอีกคนที่เทสคู่กับติ๊ก เล่นเป็นแหลมสิงห์ เป็นฉากหนึ่งในเรื่อง พอเทสเสร็จก็สลับกัน ติ๊กต้องเล่นเป็นแหลมสิงห์ อีกคนเล่นเป็นแดง

แต่ใครจะรู้ว่าในการเทสครั้งนั้นจะสร้างความตื่นเต้นและอาการประหม่าให้กับติ๊กเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่เขาเทสงานภาพยนตร์ แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี เพราะบทที่ได้รับค่อนข้างจะตรงกับบุคลิกของเขา
“ตอนที่เทสตื่นเต้นมากมากที่สุด แต่โชคดีที่บทมันคล้ายๆกับอารมณ์ของติ๊ก เป็นอารมณ์เดียวกันจริงๆ
....แล้วชีวิตของแดง ไบเล่ย์ จะมีอะไรอยู่ในตัวหลายอย่าง ข้างนึงขาว แต่อีกข้างกลับเป็นสีดำ เขาจะเป็นคนดีก็ได้แต่เวลาที่เขาเด็ดขาด เขาก็เฮี้ยบถึงที่สุด เป็นสองคนในร่างเดียว”
ระหว่างที่เขานั่งรอการเทสอยู่นั้น หัวใจของชายหนุ่มอย่างติ๊ก ต้องคอยลุ้นอยู่ในใจตลอดเวลาว่า จะเทสผ่านหรือเปล่า แต่ก็มีความมั่นใจอยู่ไม่น้อย ว่างานนี้เขามีสิทธ์ได้แน่นอน
“ทางทีมงานเขาเล็งติ๊กเอาไว้ตั้งแต่ตอนแรกอยู่แล้ว ว่าจะให้เล่นเป็นตัวแดง ไบเล่ย์ แต่ติ๊กเล่นเป็นตัวเองแหละ(หัวเราะ) รู้สึกว่าไม่อยากเล่น จะว่าโง่ก็ได้นะ(หัวเราะ) มันไม่อยากเล่นจริงๆ
.....คือตอนที่ไปเทสติ๊กผมยาวแล้วในทีนี้บทแดง ไบเล่ย์ จะต้องผมสั้นแถมยังต้องโกนหัวเข้าฉากบวชอีก ติ๊กก็เลยคิดหนัก ตัดสินใจโทรมาที่ไทฯบอกว่า ไม่เล่น ไม่เอาดีกว่า ไม่อยากตัดของรัก”
สำหรับเหตุผลที่ทางทีมงานเลือกเขานั้น เป็นเพราะใบหน้าของเขาละม้ายคล้ายคลึงแดง ไบเล่ย์
“พี่ๆ เขาบอกว่าติ๊กหน้าเหมือนแดง ไบเล่ย์ ทำให้เขายิ่งตื้อติ๊กหนัก ตื้อให้ติ๊กเล่นหลายรอบมาก จนติ๊กคิดว่าเออ...เราเล่นตัวมากเกินไปหรือเปล่า(หัวเราะ)
ตอนหลังทางไทฯเขาก็เลยเปล่ยนแนว คือจากที่ตื้อกับติ๊กโดยตรง ก็เปลี่ยนไปตื้อกับทางโมเดลลิ่ง ให้โมเดลลิ่งมาตื้อติ๊กอีกรอบนึง
....ติ๊กก็เลยไปปรึกษาทางบ้าน พ่อกับแม่ท่านก็สนับสนุนเต็มที่ เพราะท่านอยากให้ติ๊กตัดผมอยู่แล้ว ถือเป็นการใช้ให้ติ๊กตัดผมทางอ้อม
....ในเมื่อพ่อกับแม่เห็นด้วย ติ๊กก็เลยรับเล่น เพราะถึงยังไงติ๊กก็จะได้ช่วยหารายได้ให้ครอบครัว เป็นการแบ่งเบาภาระ คือเมื่อก่อนจะมีแต่ขอเงินพ่อกับแม่ คราวนี้เปลี่ยนให้แม่มาขอเราบ้าง
....ตอนที่รับเล่น ติ๊กก็ยังไม่มั่นใจว่าตัวเองจะเล่นได้นะ ก็เริ่มต้องเริ่มฟิตเริ่มมีการเตรียมตัว และขยันทำการบ้าน ฝึกซ้อมให้มากเป็นพิเศษ อยู่บ้านก็ซ้อมกับกระจก ยืนเล่นอยู่คนเดียว มันก็ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองมากขึ้น”

ถึงแม้มีการเริ่มตัวที่ดี แต่เมื่อต้องเข้าฉากร่วมกับนักแสดงคนอื่นๆ ความที่เคยมั่นใจในฝีมือตัวเอง ก็เลยมลายหายไปกลายเป็นอาการเกร็ง
“ตอนแรกติ๊กก็เกร็งๆ เพราะติ๊กคิดว่าถ้าเรามาถ่ายกับคนอื่น มาเจอกับพวกพี่ๆเราจะเล่นได้มั้ย ในที่สุดผลสรุปออกมาว่าไม่มีปัญหา
....เพราะช่วงเดือนสองเดือนก่อนที่จะถ่ายหนัง ผู้กำกับจะให้พวกเรามาคลุกคลี อยู่ด้วยกันมากที่สุด ก็เลยทำให้พวกเราสนิทสนมกันมาก จะเข้าออฟฟิคทุกวัน ไม่ได้เข้ามาเฉยๆนะครับ มีจุดประสงค์ทุกครั้ง
....อย่างตัวติ๊กพอเข้ามาถึงออฟฟิค ผู้กำกับจะให้ปืนมาพก เป็นปืนจริงๆนะครับ ให้เหน็บเอาไว้ ไม่ว่าจะไปไหนก็ต้องพกติดตัวตลอด ขนาดจะเข้าห้องน้ำยังต้องเอาไปด้วย ให้เหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย จะได้ไม่ติดขัดหรือดูเคอะเขิน แล้วก็ให้บุหรี่มาถือ มาคีบ แล้วก็หัดสูบ ให้ดูเหมือนเป็นคนติดบุหรี่ ดูเป็นนักเลง ต้องทำทุกอย่างให้เหมือนแดง ไบเล่ย์
....พอเสร็จจากตรงนั้น ผู้กำกับจะมาชี้แจงเรื่องบท ว่ากันเป็นซีนๆเลยว่า เขาต้องการแบบไหน เริ่มตั้งแต่ซีนแรกว่ามีใครบ้าง ต้องเป็นอารมณ์แบบไหน ผู้กำกับเขาจะบอกไปเรื่อยๆ ให้พวกเราเข้าใจ”

อาจเป็นเพราะมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน และบางคนก็เป็นนักแสดงหน้าใหม่ ทำให้เขาสนิทกับทีมงานนี้เป็นพิเศษ
“สำหรับเพื่อนร่วมงานพวกเราเข้ากันได้ดี ดีมากเกินไป(หัวเราะ) จะเล่นสนุกกันตลอด ขนาดบทซีเรียส พวกเราก็ยังสนุก
....ทำให้ทำให้เวลาที่ต้องเข้าบทด้วยกันมันจะรู้สึกขัดๆอย่างในเรื่องตัวบทแดง ไบเล่ย์ กับ ปุ๊ ระเบิดขวด และดำ เอสโซ่ จะต้องแตกแยก ต้องทะเลาะกันอย่างหนักเลย พอถึงเวลาที่ต้องเข้าฉากกันจริงๆ ติ๊กทำไม่ได้ เพราะเรารักกัน และสนิทกันแล้ว
แล้วติ๊กจะมีอาจาร์ยช่วยเรื่องการแสดงหลายคนเยอะมาก นอกจากพี่ๆทีมงานและผู้กำกับแล้ว ยังมีพี่โจ๊กเกอร์ นพชัย และพี่หนุ่ม อรรถพร เป็นอาจารย์ที่ดีของติ๊กจะคอยสอนคอยบอกตลอด เฮ้ย!อย่างนี้มันไม่ได้ เพราะติ๊กอายุน้อยที่สุดและด้านการแสดงมีประสบการ์ณน้อยที่สุดเหมือนกัน ต้องให้พี่ๆคอยช่วยเหลือ”

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะเจอปัญหาด้านการแสดง จนเจ้าตัวบอกว่าเขาเป็นมนุษย์เจ้าปัญหา
“ติ๊กมีปัญหาในการแสดงเยอะที่สุด ไม่มีใครเทียบเทียมได้(หัวเราะ) จะเทคบ่อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นบทไหน ติ๊กว่าเล่นยากหมด เทคเยอะทุกบท จะเรียกว่าเป็นตัวถ่วงความเจริญของคนอื่นก็ได้(หัวเราะ) ขนาดว่าซ้อมมาดีแล้วนะ ทำการบ้านมาจนแน่น อ่านบทเป็นร้อยๆรอบแต่ก็ยังเทคบ่อย(หัวเราะ)
....บทที่ติ๊กมีปัญหามากที่สุด เป็นบทที่ติ๊กเล่นออกมาไม่ค่อยดี คือบทที่ติ๊กจะต้องไปงานเจมส์ ดีน รำลึก ซึ่งติ๊กจะต้องเต้นรำกับวัลภา หรือวัลล่า ซึ่งรับบทโดย แชมเปญ เอ็กซ์
....แล้ววันที่ถ่ายมันยุ่งยากมากทุกคนจะวุ่นวายกับงานของตัวเองตอนแรกติ๊กก็กะว่าจะมาซ้อมกับเอ็กซ์ตั้งแต่เช้า แต่พอดีมีครูมาสอนเต้นรำให้ ก็ต้องเรียนกับครูก่อน จนไม่มีเวลาได้ซ้อมคู่กับเอ็กซ์
....พอถ่ายจริงๆ เอ็กซ์เขาเต้นสวยมาก เต้นพลิ้วไปหมดทั้งตัว ส่วนตัวติ๊กเต้นยึกไปยึกมา เหมือนจิ้งเหลน ดูแข็งๆยังไงไม่รู้ ก็เลยไม่ค่อยชอบตัวเองเล่นบทนี้เท่าไหร่
....แต่ถ้าเป็นฉากโหดเหี้ยมติ๊กจะไม่ค่อยมีปัญหานะ สบายมาก จนติ๊กพลาดไปทำหัวสตั๊นแมนแตก (หัวเราะ) ด้วยปืน .38 ตอนนั้นง้างเต็มที่ กะตบให้ดูเหมือนจริง โป้ง!ไปโดนหน้าผากจริงๆเขาก็ล้มไปเลย เลือดแตกกระฉูด จนต้องไปส่งโรงพยาบาล อันนี้คงเป็นฉากแรกที่ไม่ต้องเทคใหม่ อยู่เลย ภาพสวยมาก”
ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าในสมัยที่ติ๊กเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น วัยที่กำลังคึกคะนอง เขาเคยผ่านการต่อสู้ในแบบฉบับของลูกผู้ชายมาพอสมควร
และเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ ติ๊กบอกว่าไม่ต้องการให้ใครเอาไปเป็นแบบอย่าง เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่
“ตอนที่เริ่มเป็นหนุ่ม ติ๊กก็เคยไปตีกับโรงเรียนอื่น”

เขาทบทวนความทรงจำแล้วเล่าให้ฟังว่า....
“มันเริ่มจากความขัดแย้งเล็กน้อยๆ แต่เราเป็นลูกผู้ชายที่หยามไม่ได้ก็เลยต้องเป็นเรื่องเป็นราว มีทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน
...ซึ่งเรื่องที่หนักที่สุด ก็เป็นตอนที่ติ๊กเรียนร.ด. ติ๊กกับเพื่อน4คน ถูกฝ่ายตรงข้าม10กว่าคนรุมกระทืบ (หัวเราะ)
....พวกเขาเดินตามติ๊กกับเพื่อนหลังเลิกเรียนร.ด.ก็เลยโดนซะ คิดดูแล้วกันรองเท้าคอมแบ็ทเป็นสิบๆคู่ อ่วมไปทั้งตัว จุกไปเลย กลับบ้านก็โดนแม่ว่าต่ออีกหนึ่งยก แต่พ่อไม่ว่าอะไร ท่านคงเข้าใจชีวิตลูกผู้ชาย”

นอกจากเรื่องชกต่อยแล้ว ติ๊กยังมีวีรกรรมต่างๆในโรงเรียนโดยเฉพาะเรื่องกฎเกณฑ์ และระเบียบของโรงเรียน เป็นเรื่องที่ขัดใจหนุ่มวัยโจ๋อย่างติ๊ก
“โรงเรียนติ๊กค่อนข้างจะเคร่งเรื่องระเบียบและเรื่องทรงผม และไอ้ทรงผมนี่แหละที่มันขัดใจวัยรุ่น เพราะวัยรุ่นอย่างพวกเราก็อยากไว้ผมกันยาวๆ พูดง่ายๆก็คืออยากจะหล่ออวดสาวว่างั้นเถอะ
....เลยต้องมีการหนีอาจารย์แอบกับจ้าละหวั่น ไปหลบไปซ่อนกัน ตอนนั้นรู้สึกสนุกและเร้าใจ (หัวเราะ) ยิ่งเวลาที่เราหนีได้จะรู้สึกตื่นเต้น เฮ้ย! เรารอดแล้วเว้ย
....แต่ไม่ได้หมายความว่าจะหนีได้ตลอดนะ ติ๊กก็ถูกจับได้บ่อย โดนกล้อนผมสั้นจู๋ โดนกันทุกคน แต่ติ๊กจะโดนน้อยเพราะหนีเก่งที่สุด ครั้งที่จำได้แม่นยำก็คือ มีอยู่วันนึง อาจารย์ฝ่ายปกครองเข้ามาในห้อง แล้วติ๊กนั่งคนสุดท้ายหลังห้องริมหน้าหน้าต่าง
.... เราก็ปืนหน้าต่างเลย อาจารย์กำลังกล้อนๆ อยู่ไม่ทันสังเกต ติ๊กกระโดดจากชั้น2 ตุ๊บ! รอดแล้วเว้ย รอดทั้งชีวิตและรอดจากเงื้อมมืออาจารย์ (หัวเราะ) เพื่อนๆก็เหลือบดูความอิจฉาที่หนีรอดไปได้ แต่สุดท้ายก็โดน เพราะมันรอดอยู่คนเดียว อาจารย์ก็เอะใจที่ติ๊กไม่อยู่เพราะเขามากล้อนผมนักเรียน หนึ่งในนั้นก็ต้องมีติ๊กรวมอยู่ด้วย ไอ้นี่มันต้องไม่พลาดเพราะมันผมยาวตลอด
.....ทำให้พวกอาจารย์เค้ารู้กิติศัพท์ว่าเป็นเด็กที่หนีเก่ง ก็เลยถูกตามล่าหาเจษฎาภรณ์ ผมยาว เหมือนในหนังไม่มีผิดเพี้ยน
....แล้วชีวิตในวัยเรียนของติ๊กค่อนข้างจะเรียนไม่รู้เรื่อง เพราะไม่ค่อยตั้งใจเรียน แต่ตอนเด็กๆจนถึงม.ต้นติ๊กจะเรียนดี เรียนเก่งนะ มาเริ่มขี้เกียจตอนม.ปลาย เพราะเริ่มเป็นหนุ่มมีสาวๆเข้ามาเกี่ยวข้อง (หัวเราะ) ก็เลยเริ่มเขวๆ เรียนไม่รู้เรื่อง นี่ขนาดโรงเรียนผู้ชายล้วนนะ ถ้าเรียนโรงเรียนสหฯไม่รู้จะเป็นยังไง
.....แต่ติ๊กก็ไม่ได้เกเร โดดเรียหนีเรียนนะครับ คือเราไปเรียนก็จริง แต่เราไม่สนในเรียน นั่งหลับตลอด เพราะกลางคืนติ๊กจะคุยโทรศัพท์ วันละหลายชั่วโมง เช้ามาก็นั่งหลับในห้องเรียน เป็นอย่างนี้เกือบทุกวัน ไปโรงเรียนก็สาย เพราะตื่นแปดโมงครึ่งโรงเรียนเข้าพอดี ติ๊กเลยต้องปืนรั้วเข้าทุกวัน”

และติ๊กก็แง้มหัวใจบอกกับพวกเราว่า เป็นเพราะตอนนั้นเขาเริ่มมีความรัก ซึ่งเป็นรักครั้งแรก จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะรู้สึกตื่นเต้นมากเป็นพิเศษ และทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้ความรักครั้งนั้นอย่างสุดหัวใจ

แต่มาถึงตอนนี้ เขากลับยืนยันถึงสภาพของตัวเองด้วยเสียงอันหนักแน่นกับพวกเราว่า “โสด”
“ตอนนี้ติ๊กโสดร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเพิ่งอกหัก สดๆ ร้อนๆ เลยนะ (หัวเราะ) ในชีวิตเพิ่งจะมีแฟน2คน ครั้งแรกก็ตอนเรียนมัธยม ตอนที่คุยโทรศัพท์ดึกๆดื่นๆ
....หลายคนฟังแล้วอาจจะไม่เชื่อ แต่ติ๊กมีแฟน2คนจริงๆ เพราะเวลาคบใครก็จะคบนานๆไม่ชอบประเดี่ยวประด๋าว เหมือนกับจะไปหลอกเขา แบบนั้นไม่เอา เพราะเราก็ขี้เกียจไปเริ่มต้นนับศูนย์ นับหนึ่งใหม่ แล้วกว่าจะได้มาแต่ละคนมันก็ยากเย็นแสนเข็ญ เหนื่อยสุดใจ มันก็เลยต้องทะนุทะนอมกันให้มากๆ
.....ซึ่งถึงแม้เราจะทะนุถนอม แต่ถึงเวลาที่เขาจะไปมันก็ต้องไป เอาอะไรมาฉุดมายื้อก็คงไม่อยู่ เป็นเพราะตัวเราคงไม่ดีสำหรับเขามั้ง ตอนนี้ก็เลยยังไม่ได้เล็งใคร คงต้องดูให้เห็นใจ
“ติ๊กชอบผู้หญิงใจดี อัธยาศัยดี พูดจาดี มีความเมตตาสงสารผู้อื่น และรู้จักเห็นอกเห็นใจ ที่สำคัญต้องไม่ดุ (หัวเราะ) อันนี้ไม่เอาเด็ดขาด น่ากลัวมาก ชีวิตนี้ขอไม่เจอดีกว่า มีแม่คนเดียวก็พอแล้ว (หัวเราะ)”


ถ้าสาวใดมั่นใจว่าตัวเองมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่ติ๊กต้องการ ก็รีบยื่นใบสมัครซะ เพราะถ้าช้าอาจจะอด แต่ที่แน่ๆ ถึงแม้เรื่องความรักจะไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ แต่ถ้าพูดถึงเรื่องงาน...ติ๊กลุยเต็มที่ ถึงไหนถึงกัน
รับรองว่าดาวดวงนี้จะอยู่คู่ฟ้าส่องแสงสุกสกาวเคียงคู่ดาวดวงอื่น และครองใจใครอีกหลายๆคนไปอีกนาน

User avatar
Darawadee
Posts: 2
Joined: Tue Jun 29, 2010 10:45 pm

Re: "ดาวดวงใหม่" ที่ใครๆก็อยากรู้จัก

Postby Darawadee » Mon Mar 12, 2012 9:16 pm

ขอบคุณคุณพลอยมากค่ะ แต่ก่อนพี่ติ๊กให้สัมภาษณ์ละเอียดดีจัง ใสๆ และตรงมาก

น่ารักและฮาจังค่ะ อ่านแล้วขำดี :)
⭐️

Image ไม่เคยรักใครเท่า...และจะไม่รักใครเท่า Image

praveya
Posts: 1
Joined: Tue Dec 06, 2011 8:41 pm

Re: "ดาวดวงใหม่" ที่ใครๆก็อยากรู้จัก

Postby praveya » Tue Mar 13, 2012 6:38 am

[Translation by A Fan from USA of the interview posted by Khun Ploy above]

Source: ANGEL magazine, Column: TEEN TALK/THE BLUE ROMANCE, vol. 42, Date: May 1997

THE NEW STAR

There have been several new stars born in the celebrity circle and not a day gone by without one. Some are alluringly scintillating for the spectators to watch and making them want to fight over to proprietarily possess. However, some stars are faintly flickering and obscured by the aura of the others till they almost do not have even a trace of glowing gleam left.

Tik—Jesdaporn Pholdee is one of the dozens of those stars dazzlingly shining to expound his birth in the maya circle and there are signs he will take off in this field with the role as Dang Bireley, the infamous gangster from several decades ago, in the latest big-budget movie of the Thai Entertainment camp, “2499 The Gangsters Take Over the City (Dang Bireley’s & Young Gangsters).”

Tik was an important guest for the column TEEN TALK to talk about the past up to today, the day he is building his reputation. He arrived in simple clothes with a pair of jeans, a tank-top and a leather jacket, quite cozy to look at. However, the look was inherent with a little sexiness and the smile that whoever had seen would get lost. We greeted one another moderately and then Tik opened the floor by talking about things from the time he got into the circle.

“Tik has been in the circle for a long time, from the time I was in the 10th grade. It has been 5 years up to today [from the translator: Tik called himself with his own nickname during this interview instead of using ‘I.’ This is usually the way young people refer to themselves in the Thai context when they talk to others, usually older people. He sometimes still talks this way with others today.] I recall that I was walking around in a shopping center and there were people from a modeling agency asking me to test in front of a camera. I was probably like most of the other juveniles who usually ran into modeling agents because of our own goodness. I was not delinquent but was not very good in school. However, my conduct was still good and courteous. I still spoke with a gentle tone. So they trusted that I was not badly behaved and approached me at the shopping center. I didn’t know much at the time so I went along. They told me to go test in front of a camera. I was credulous and they told me I would be paid so I thought, okay, there was money. When mom and dad knew, they didn’t like it. Mom went with me for my first job but later they both knew it was not what they thought and it was okay so I won them over too.”

He started off with being in a small supporting role. “I began my first job by taking a role in a TV series ‘The Path of Dreams.’ I was in the scene only for a short time, just a supporting role…a scene when the leading female character in the series, a designer, was going to show her design work. There were going to be some male models walking on the catwalk and I was one of them (laugh). I walked on the catwalk twice and went back stage. That was all and it was not tough for my first job. I did not have anymore TV series after that and I didn’t know why, just some presenting jobs. I myself do not recall my first presenting job but remember that I was in a supporting role. It was just a tiny role and that earned me only a few thousand baht. After that job, there were others jobs coming in regularly earning me from thousands to ten of thousands baht (laugh).”

In the past 5 years in the circle, Tik said his work fortune was quite up and down. “I had jobs coming in almost every week at certain periods of time but sometimes none at all till I felt aggrieved, particularly when I wore long hair (laugh). I didn’t have any jobs coming in at all so I thought I didn’t look handsome with long hair…or maybe because my long hair was not sleek and chic like that of the other juveniles. And it was not tidy either. When I tested in front of the camera for the movie ‘2499 The Gangsters Take Over the City’, I still had long hair but I didn’t know why I got the offer. It was very unexpected and I thought the recruiting team emphasized on someone with a look of a hoodlum, not handsomeness.”

Tik said he almost did not get to play the role in this movie because when he went in to test at the Thai Entertainment Company, the team told him it was for a presenting job. But when he got there, it turned out to be for the movie.

“This job started with the people at the modeling agency sending my pictures in to the company so they could find the right actors for the jobs. In summary, my picture passed the selection so I got to test…but the people at the Thai Entertainment talked me into taking the test because I was already there. So I decided to try because it was not anything damaging. I was given a bunch of script to read and it made me dizzy. I didn’t know I had to read so much script so I told them I was slow at reading and asked if they would be able to wait. It took me half a day or more (laugh) and they said they could wait so I was okay. While I was reading the script, they were testing others in front of the camera in the mean time to not waste any time. My heart started to wander because there were a lot of people testing for the role. But I took comfort in knowing that most of the people were new. There were only a few familiar faces. When I was tested, they made me take a role of Dang Bireley. There was another person testing for Lam Singh to pair with me in a scene of a plot. Once the testing was done, we had to switch the roles. I took the role of Lam Singh’s and the other person of Dang’s.” But who would know the testing at that time caused him to be very much nervous and abashed because it was his first time testing for a movie. But everything went well because the script quite matched his personality.

“I was very excited while testing for the role but fortunately, the script was a bit like my mood, really the same mood…and the life of Dang Bireley’s had a lot of things in it. One side was white and other was black. He could be a good person but when he was resolute, he was most determined, like two people in one body.” While he was waiting for the test, a young man’s heart like that of Tik’s had to anticipate all the times in his mind if he was going to pass the test. But he had significant confidence that he would have the right to get it for certain. “The team aimed at Tik from the very start to take the role of Dang Bireley but I was myself (laugh) and I didn’t want it. You can call it stupid (laugh) but I really didn’t want it…because when I went for the test, I had long hair and I would have to have my hair cut short and later shaved my head when the character was being ordained to be a monk in a scene according to the script. I had to think really hard and I decided not to. I called and told them at the company that I declined, that I didn’t want it because I didn’t want to be parted with the thing I loved (his long hair).”

As for the reason the team chose him, it was because his face resembled that of Dang Bireley’s. “They told me I looked like Dang Bireley which made them pester me a lot. They pestered me so many times that I thought, uh…am I playing hard to get too much (laugh)? After that, they changed their tactics from pestering me directly to having the modeling agency doing another round of pestering me…So I consulted with my family. My mom and dad totally supported me because they wanted me to have my hair cut so they were using this to have me cut my hair in a roundabout way…Once my mom and dad agreed, I accepted the role so I could earn some money for my family to lighten the load. I used to ask for their money but then I changed to have them ask me…When I accepted it, I was not sure if I would be able to play the role. I started by preparing, doing my homework and practicing a lot. When I was home, I practiced in front of a mirror, standing up there by myself and practiced. It helped with building more of my self-confidence.”

Even though he was off to a good start, but once he was in the scene with the other actors, the confidence he used to have in his skills shattered and disappeared. It turned into self-consciousness.

“At first I was abashed because I questioned if I would be able to play the role when I met and filmed with the others. At last, the result was that it was not a problem…because during the first month or two before the filming started, the director brought us together to mingle. We hung out a lot so we got really close. We went to the office everyday, and not just going there, we always had a purpose for being there…Like for me, once I got to the office, the director would give me a gun to carry. It was a real gun I was given to tuck and carry with me at all times wherever I went. I had to take it with me even when I was in the restroom. So it was like part of my body to make this look smooth and not awkward. I was also given a cigarette to hold, to clamp, and to practice how to smoke. I had to be like someone addicted to cigarettes, looking like a gangster, and doing everything like Dang Bireley…Once that was done, the director clarified the script scene by scene on what he wanted. It started with the first scene, who would be in there, and what mood we needed to be in. The director would go on telling us so we understood.”

They were especially close to the team maybe because they were around the same age and some were novices. “We got along well among the coworkers, actually too well (laugh). We were joking about all the times. Even during some of the serious scenes, we were still playful…It made it awkward when we had to be in certain scenes. For example, during the conflict between Dang Bireley, Pu Bottlebomb, and Dam Esso when they had to quarrel heavily, when it was time to really be in the scene, I couldn’t do it. We already loved and were close to one another. And I had a lot of acting instructors, several of them. Besides the people in the team and the director, there were also P’Joker—Noppachai and P’Num—Atthaporn, as my very good instructors [from the translators: P’ is announced “pee” and used to respectfully address someone somewhat older like an older brother or sister.] They taught me all the time like hey! That was not it. It was because I was the youngest and had the least acting experience. I needed their help.”

So it was not uncommon for him to have problems in terms of acting, so much so that he said he was a problematic human. “I had the most problems with acting, without comparison (laugh). I had the most takes regardless of the script. I felt they were all difficult and I needed a lot of takes for all of them. You could call me a hindrance for progress of others (laugh). Although I had practiced well, done a solid homework and read the script a hundred of times, I still needed several takes (laugh)…The script I had the most difficulty with and I didn’t do quite a good job on was when I had to go to the James Dean Remembrance Party. I had to dance with Wallabha or Walla, a role played by Champagne Ex…and on the day of the filming of this part, it was very chaotic. Everybody was busy with his jobs. At first I thought I would practice with Ex early in the morning. But the dance instructor was there so I had to practice how to dance first till I had no time to practice with Ex. When the time came for the real filming, Ex danced very well. Her whole body was wafting beautifully but I was just making steps here and there like an iguana. I was stiff or whatever else, I didn’t know, so I didn’t like this part very much…However, I didn’t have as much trouble if it was a brutal scene. I was so comfortable I split a stuntman’s head open with a .38 handgun. I pulled it back completely and tried to smack it realistically. Thump! It really hit his forehead. He fell down with a lot of blood gushing out and had to be taken to a hospital. This was the first scene that another take was unnecessary. We got it and the pictures came out very beautiful.”

It may be because he went into puberty and it was the time when he was high-spirited, he used to engage in some manly fights. The things he was about to tell, he did not want others to take as examples because they were not all that good.

“When I was a juvenile, I used to fight with people in other schools.” He recited the memories and went on to say…”It started with some small conflicts but we were men who could not be scorned so they became issues. There were problems both inside and outside school…the worst was when I was in the military reserve force training. Four of my friends and I were ganged up and trampled upon by more than 10 people on the opposite site (laugh). They followed us after the training and ganged up on us again. Just think about it, more than ten pairs of combat boots all over you. I was bruised and pained all over. Once I got home, mom gave me a round of criticism but dad didn’t. He probably understood how it was like being a man.”

Besides the mutual fights, he also had more boldness in school, especially about the rules and regulations. They offended a young teenager like Tik. “My school was quite strict with regulations, particularly about the hairdo. And the rules about the hairdo really offended teenagers because we wanted to have long hair. Lets just simply say wanting to be handsome to show the girls…so we escaped and concealed it from the teachers like crazy. We hid it and it was fun and very exciting (laugh). I was excited particularly when I was able to conceal it from them. Hey! I survived…but it didn’t mean I was able to escape all the times. I was caught often and had my hair cut off really short. Everybody got it but I got it the least because I was the best escape artist.”

“The time I remember with accuracy was the day when the teachers in the administrative section came into our class and I was sitting in the last row next to a window…I climbed out through the window while the teachers were cutting off the hair of other students and not noticing me. I jumped from the second story. Thump! I escaped, survived with my whole life and was away from the teachers’ grab who were cutting others’ hair (laugh). The teachers were suspicious when I was not there because they came to cut hair and one of those students must have included me. The boy would not have missed out because his hair was always long. This caused the teachers to know my reputation that I was good at escaping so Jesdaporn was chased after. My hair was long like that in a movie with no distortion…and my life in school was quite tough. It was hard for me because I did not concentrate on schoolwork. Although I was a good student from the time I was a child till about junior high, really good, I became lazy by the time I got to high school. I became a young man and there were girls involved (laugh) so I began to be distracted and not good at my study even when this was just a boy school. I don’t know what would have happened if I were in a coeducational school.”

“But I was not delinquent like running away from school. I really went to school but I did not pay attention. I was asleep in class because I was on the phone several hours a night. I slept in class almost everyday. And I went to school late too because I woke up at 08:30 AM, just when school started, so I had to climb over the fence to get in everyday.”

Tik opened his heart slightly to tell us that because he began falling in love for the first time, it was normal for him to be especially excited and wholeheartedly devoted everything for that love. But he confirmed his “single” status at the moment with a firm voice. “I am 100% single because I have just been heartbroken (laugh). I have had only two girlfriends in my life. The first time was in high school when I was on the phone till late at night…a lot of people may not believe it once they listen to this but I really had only two girlfriends. When I was seeing someone, I stayed in that relationship for a long time, not just for a moment like I was duping her. I didn’t want that because I didn’t want to start from zero and count from one again. It was very difficult and troublesome enough before I could have someone. It was very exhausting so I had to nurture it well…Even though I nurtured it, the time would still come when she had to go and nothing would haul her back because I was probably not good enough for her, weren’t I? So I am not aiming at anyone at the moment and I need to wait till I see her heart.”

“I like women who are kind-hearted, hospitable, well spoken, have compassion and sympathy for others. More importantly, she must not be fierce (laugh), absolutely not that. That would be scary and I would rather not meet someone like that in my life. A mother is already enough (laugh).”

Girls who are confident that they have all the qualities according to what Tik wants should hurry up and submit their applications because they may miss out if they are too slow. Although his love is not so good, but if we talk about his work…Tik gives it fully of what he has to offer no matter what it takes. It is guaranteed that this star will stay in the sky shining resplendently and adjacently to other stars to conquer the hearts of several people for a long time.

Ning
Posts: 44
Joined: Thu Jan 12, 2012 10:47 pm

Re: "ดาวดวงใหม่" ที่ใครๆก็อยากรู้จัก

Postby Ning » Tue Mar 13, 2012 8:22 am

ว้ายตาเถรค่ะ ตับไตไส้พุงพังกันพอดี555
ตอนเด็กๆก็ชอบค่ะออกแนวบู้ๆแนวบูรพานิดหน่อย และชอบตอนปัจจุบัณมากที่สุด ครบทุกอย่าง นิ่ง สุขุม แมน แบบท่านชายพจน์บวกคุณประจักษ์ อิอิ

forest
Posts: 3
Joined: Fri Oct 22, 2010 12:28 am

Re: "ดาวดวงใหม่" ที่ใครๆก็อยากรู้จัก

Postby forest » Tue Mar 13, 2012 11:00 pm

ขอบคุณนะคะ {01} พี่ติ๊กวีรกรรมเยอะจิงๆๆเลยค่ะ แต่ดีใจที่พี่ติ๊กได้ตัดสินใจเล่นแดง ไบเล่ ทำให้พวกเราได้รู้จัก.... พี่ติ๊ก เจษฏาภรณ์ ผลดีค่ะ.....^0^

fafad
Posts: 1
Joined: Sat Apr 12, 2008 4:07 pm

Re: "ดาวดวงใหม่" ที่ใครๆก็อยากรู้จัก

Postby fafad » Wed Mar 14, 2012 8:30 pm

{01} ขอบคุณ คุณพลอยมากคะ ที่อุตส่าห์พิมพ์ให้อ่านกันคะ พี่ติ๊กตอนเด็กแซบไม่เบาเลย อิอิ แต่พี่ติ๊กก็เป็นคนตั้งใจทำงานและมีอุดมการณ์ในการทำงานดีคะ {09}


Return to “GALLERY/PROFILE/SOCIAL FUNCTIONS | แกลเลอรี่ภาพ/โปรไฟล์/รูปออกงาน”

Who is online

Users browsing this forum: No registered users